Tamkaset.com แหล่งความรู้เกษตรกรรม

0

กำเนิดมะม่วงในประเทศไทย

tamkaset Farmland October 18, 2013

         มะม่วงขึ้นมากในป่าทางเหนือของไทยมานานกว่าประวัติศาสตร์ชนชาติไทยเสียอีก ที่กล่าวเช่นนี้เพราะในหลักศิลาจารึกที่เกิดขึ้นในสุโขทัย ได้มีข้อความพาดพึงถึงมะม่วงอยู่หลายหลัก ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงหลักที่ 4 ที่จารึกเป็นอักษรขอม ภาษาเขมร และหลักที่ 5 ที่จารึกเป็นอักษรไทย ภาษาไทย สมัยกรุงสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ.1904 ได้กล่าวถึงมะม่วงไว้หลายตอนดังนี้

        ข้อความในหลักที่ 5 น่าจะมีความหมายว่า “พ่อขุนรามคำแหง ปู่ของพระธรรมราชาฤาไทย ได้ปลูกมะม่วงเหล่านี้ดูเป็นทิวแถว” นั่นก็คือ พ่อขุมรามคำแหงได้สร้างสวนมะม่วงขึ้นนั่นเอง และสร้างเป็นสวนขนาดใหญ่ด้วย เพราะเป็นงานของพระราชาอักทั้งยังใช้คำว่า “ฝูง” พระองค์นอกจากจะทรงเป็นเจ้าของสวนมะม่วงขนาดใหญ่ท่านแรกของเมืองไทยแล้ว ยังทรงสร้างสวนมะม่วงก่อนอัคบาร์มหาราชถึงกว่า 300 ปี และมะม่วงจากสวนนี้น่าจะเป็นต้นกำเนิดของมะม่วงไทยบางพันธุ์ที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบัน ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะใกล้เคียงกับความจริง เพราะพันธุ์มะม่วงไทยเป็นประเภทไม่กลายพันธุ์หรือกลายน้อยมาก แม้จะปลูกด้วยเมล็ด

มะม่วง

มะม่วง

        คำว่า “ป่ามะม่วง” ที่ใช้ในศิลาจารึกทุกแห่งนั้น หมายถึงป่าที่มีมะม่วงขึ้นเองตามธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่ “สวน” เพราะในสมัยนั้นคำว่าสวนก็มีใช้ควบคู่กับป่า ในหลักศิลาจารึกหลายหลัก เช่น ศิลาจารึกวัดศรีชุม (พ.ศ.1884-1910) ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 12 กล่าวว่า “หลายครั้งมีทั้งสวนหมากสวนพลูไร่นากร”

        “ป่ามะม่วง” แสดงว่าตอนเหนือของประเทศไทยนั้น มีมะม่วงขึ้นเป็นป่าดงจริงๆ จะสร้างวัดต้องในป่ามะม่วงจึงจะเรียก “วัดป่ามะม่วง” จนทุกวันนี้

        นอกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแล้ว ยังในเรื่อง “สกุลไม้มะม่วง Mangifera” โดย ศ.ดร.เต็ม สมิตินันท์ จากหนังสือไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ ตอนที่ 2 กล่าวถึงนิเวศวิทยาของไม้สกุลมะม่วง 15 ชนิด ในเมืองไทยได้กล่าวในลักษณะที่พอเข้าใจได้ว่ามะม่วงช้างเหยียบมะม่วงป่า และมะม่วงกระร่อน ซึ่งเป็นไม้ที่คล้ายคลึงกับมะม่วงมากที่สุด มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยง

        การพัฒนามะม่วงไทยในยุคต่างๆ เมื่อมะม่วงเกิดอยู่ในประเทศไทยนานนับพันปี อีกทั้งพ่อขุนฯ พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ทรงมีกระแสรับสั่งให้สร้างสวนมะม่วงขึ้นย่อมเชื่อได้ว่าการพัฒนาพันธุ์มะม่วงได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่หลังสมัยสุโขทัยแน่นอน เพราะมีการสร้างสวนไม้ยืนต้นกันแล้วในสมัยนั้นและทำต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในสมัยนั้นเป็นการพัฒนาแบบ “เกษตรยั่งยืน” คือ สรรหาพันธุ์ดีไว้กินไว้ใช้ไว้อวดกันเท่านั้น ไม่ใช่เอาเป็นเอาตายกันเหมือนปัจจุบัน

        มะม่วงสุโขทัยได้แพร่พันธุ์มาถึงอยุธยา สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การพัฒนามะม่วงในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงจะเริ่มเข้ายุค “หาของดีไว้กินไว้ขาย” เพราะกรุงศรีอยุธยามีพลเมืองมากขึ้นทั้งคนพื้นเมือง คนจีน คนยุโรป (รวม 40 ชาติ) นอกจากนี้ในแต่ละปียังมีเรือสินค้านับพันลำจากประเทศจีนและยุโรปเข้ามาค้าขาย เพราะกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้นเป็นเมืองธุรกิจที่เจริญมาก ในเมืองหลวงและชานเมืองจึงมีบ้านช่องและเรือกสวนมากมาย เพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชาวเมืองและนักธุรกิจต่างๆ เมื่อระดับผู้บริโภคสูงขึ้น การสรรหาของดีย่อมตามมา ความจำเป็นต่อการคัดเลือกพันธุ์ปลูกและตั้งชื่อพันธุ์จึงเกิดขึ้นเพราะในสมัยนั้น (พ.ศ.2230) เจ้าของสวนมะม่วงต้องเสียอากรต้นมะม่วงถึงต้นละ 1 บาทต่อปี ในขณะที่ อากรต้นทุเรียนเพียงต้นละ 2 สลึงต่อปี (แสดงว่ามะม่วงดังกว่าทุเรียน)

        การคัดเลือกพันธุ์มะม่วงของบางกอกก็กระทำไปพร้อมๆ กับของกรุงศรีอยุธยา เพราะในสมัยที่อยุธยาเป็นราชธานีอยู่นั้น บางกอกก็ไม่ใช่เมืองว่างเปล่า แต่เป็นบางกอกที่สวยด้วยเรือกสวนอันร่มรื่นที่ผลิตผลไม้ได้มากมายให้ชาวบ้านชาวเมืองที่ทั้งอยู่ในบางกอกเอง และอยุธยาเมืองหลวงบันทึกของมัชชันนารีที่อยู่ในอยุธยาบอกไว้ชัดเจนว่า “พื้นที่เมืองบางกอกำอุดมสมบูรณ์และมีต้นไม้ชนิดต่างๆ มากมายน่าทึ่ง”

        การคัดเลือกพันธุ์มะม่วงครั้งที่ใหญ่ที่สุดต้องเกิดในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะกรุงเทพฯ เป็นทั้งเมืองหลวงและเป็นเมืองท่าที่สำคัญ มีคนหลายเชื้อชาติภาษา โดยเฉพาะคนจีนมีนับล้านทีเดียว การปลูกผักและผลไม้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อเลี้ยงชาวเมืองเป็นอาชีพสำคัญและได้รับการพัฒนาอย่างสูงจนสามารถส่งส้มโอเป็นสินค้าส่งออกได้เมื่อ พ.ศ.2435 มะม่วงก็เช่นกันเมื่อกว่า 100 ปี แห่งรัตนโกสินทร์ต้องมีการพัฒนาอย่างสูงจนเกิดสายพันธุ์มากมาย (ไม่น้อยกว่า 80 สายพันธุ์)


Did you like this? Share it:

Login to your account

Can't remember your Password ?

Register for this site!